แด๊ดดี้ ซงจุงกิ คิดบวก ไม่เสียใจที่ Space Sweepers อดฉายในโรงภาพยนตร์

ซงจุงกิ (Song Joong-Ki) เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่มีโอกาสได้ร่วมเป็นส่วนสำคัญในผลงานภาพยนตร์ไซไฟระดับบล็อกบัสเตอร์เรื่องแรกของเกาหลี Space Sweepers ทั้งยังได้กลับมาร่วมงานกับ โจซองฮี (Jo Sung-Hee) ผู้กำกับ A Werewolf Boy (2013) อีกครั้งด้วย

Space Sweepers มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2092 ที่เล่าถึงเรื่องราวของเหล่าลูกเรือยานกำจัดขยะอวกาศ Victory ที่ได้มาเจอ “โดโรธี” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเข้าโดยบังเอิญ และนั่นก็เป็นเหตุนำพาให้พวกเขาต้องเข้าไปพัวพันกับข้อตกลงทางธุรกิจที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต โดยในเรื่อง ซงจุงกิ รับบทเป็นนักบิน “แทโฮ” ประกบ คิมแทรี  (Kim Tae-Ri) ผู้รับบท “กัปตัน จาง”, จินซอนกยู (Jin Sun-Kyu) ผู้รับบทวิศวกร “ไทเกอร์ พัค” และ ยูแฮจิน (YooHae-Jin) ผู้ให้เสียงหุ่นยนต์ “บั๊บส์”

ซงจุงกิ พูดถึงเสียงตอบรับที่ได้รับจากผู้ชมทั่วโลกว่า “ผมทราบมาว่าหนังติดอันดับ 1 ใน 26 ประเทศ ผมก็สงสัยนะว่า ‘พวกเขาจะพูดถึงหนังของเรายังไงบ้าง?’ ผมได้รับการติดต่อจากคนที่ผมรู้จักหลายคนเลย ผมได้เห็นภาพของครอบครัวที่ไปแคมปิ้ง แล้วก็นั่งดูหนัง Space Sweepers ด้วยกัน การได้เห็นภาพแบบนั้นมันทำให้ผมมีความสุขมากจริง ๆ ครับ”     Space Sweepers ถือเป็นผลงานชิ้นแรกในรอบ 4 ปีของ ซงจุงกิ นับตั้งแต่ The Battleship Island (2017) ซึ่ง ซงจุงกิ เปิดใจถึงการกลับมาครั้งนี้ว่า “ในความเป็นจริงแล้วผมไม่ได้รู้สึกว่ามันมีความหมายอะไรเป็นพิเศษที่ทำให้ผมตัดสินใจกลับมาเล่นหนัง แต่ผมพบว่ามันมีความหมายมาก ๆ ที่ผมได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ โจซองฮี ครับ ตอนที่เราทำหนัง A Werewolf Boy กัน ทั้งผู้กำกับ โจซองฮี ตัวผมเอง และ พัคโบยอง เราทุกคนต่างก็ใหม่กันมาก มันรู้สึกเหมือนกับว่าผมกับผู้กำกับ โจซองฮี ได้เริ่มต้นมาด้วยกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นคนที่ผมรู้สึกผูกพันด้วยมาก ๆ และเขาก็เป็นคนที่มีความหมายกับผมมากครับ”

เมื่อถูกถามว่ารู้สึกกดดันบ้างมั้ยที่ต้องมารับบทสำคัญในผลงานไซไฟระดับบล็อกบัสเตอร์เรื่องแรกของเกาหลีเช่นนี้ “ผมก็ไม่ได้รู้สึกกดดันไปซะทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องรูปแบบของหนัง ตอนที่ผมเลือกโปรเจกต์ที่จะทำ ผมไม่ได้รู้สึกกลัวเพราะรูปแบบของมันหรอกครับ ผมยังอยากจะลองแสดงหนังอีกหลาย ๆ รูปแบบ ดังนั้นแทนที่จะรู้สึกกดดัน ผมกลับรู้สึกว่า ‘นั่นมันเยี่ยมเลย’ ซะมากกว่า แม้ว่ามันจะเป็นหนังในแบบที่ผมยังไม่เคยทำมาก่อนเลยก็ตาม คนรอบ ๆ ตัวผมบอกว่าผมเป็นคนใจถึงตอนที่เลือกงานหลาย ๆ โปรเจกต์ไป แต่จริง ๆ แล้วผมก็แค่เลือกทำอะไรก็ตามที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันดึงดูด แล้วผมก็มีความสุขยิ่งกว่าเดิมที่ได้ทำมันเพราะมันเป็นรูปแบบที่แปลกใหม่”    “อย่างไรก็ตาม เมื่อมันถึงเวลาที่มันใกล้จะออกฉาย มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่านี่มันเป็นครั้งแรกในการพยายามทำหนังแนวนี้ออกมาในอุตสาหกรรมหนังเกาหลี” ซงจุงกิ เสริมพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ผมรู้สึกราวกับว่าผมได้เป็นตัวแทนของประเทศเลยล่ะครับ”

เดิมที Space Sweepers มีแผนจะเข้าฉายช่วงซัมเมอร์ ปี 2020 แต่เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้หนังต้องถูกเลื่อนกำหนดฉายออกไปหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะลงเอยด้วยการตัดสินใจมาลงฉายให้แฟน ๆ ได้ชมพร้อมกัน กว่า 190 ประเทศทั่วโลก บน Netflix เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา    เมื่อถามว่ารู้สึกผิดหวังมั้ยที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ แล้วยิ่งได้กระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ เช่นนี้ด้วย ซงจุงกิ ก็ตอบว่า “ผมได้ดูมันบนจอยักษ์แล้วครับ และผมก็ได้ดูมันบนแล็ปท็อปด้วย แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะแตกต่างอะไรกันมากมายนะครับ ผมเองก็มักจะดู Netflix อยู่บ่อย ๆ ในวันว่าง”

ซึ่ง ซงจุงกิ ยังได้แชร์ความเห็นอีกว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ปล่อยฉายบนโลกออนไลน์ “ผมพยายามจะโฟกัสที่ข้อดีของมัน ผมว่าผมโฟกัสที่ข้อดีของมันซะเยอะ ดังนั้นมันก็เลยไม่มีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ผมยังได้รับข้อความมากมายจากเพื่อนต่างชาติอีกด้วย พวกเขาบอกว่าพวกเขาดูมันที่อังกฤษ หรือดูมันที่ฮ่องกง และนั่นมันก็ทำให้ผมมีความสุขมาก ๆ ครับ อีกอย่างผมยังรู้สึกขอบคุณมาก ๆ เลยด้วยซ้ำ ที่หนังเรื่องนี้สามารถออกฉายสู่สาธารณชนท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความยุ่งเหยิงเช่นนี้ได้”

Space Sweepers ยังถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้ ซงจุงกิ มีโอกาสได้มาสวมบทบาทคุณพ่ออีกด้วย “ผมไม่ได้รู้สึกกดดัน หรือกังวลไปซะทุกอย่างในการที่ต้องมาเล่นเป็นพ่อหรอกครับ” ซงจุงกิ กล่าว “ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นเพราะมันเป็นบทบาทใหม่ที่ผมยังไม่เคยแสดงมาก่อนเลย แต่ยังไงก็ตาม มันกลับกลายเป็นว่าผมรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจว่าต้องแสดงเป็นเขาออกมายังไง แต่ผมก็จัดการกับมันได้ตอนที่ผมได้หารือกับผู้กำกับและนักแสดงคนอื่น ๆ ผมว่าที่ผมรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจก็คงเป็นเพราะ แทโฮ เขาเป็นคนแบบเดิม ๆ แต่ผมคิดว่าผมอยากจะโชว์ให้ทุกคนได้เห็นในมุมที่แตกต่างออกไปครับ”    “เอาจริง ๆ เลยนะครับ ผมไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรเลยที่ต้องมาเล่นเป็นพ่อ แต่ผมแค่สงสัยว่า ‘ผู้ชมทั่วไปจะตอบรับยังไงกันนะ?’” ซงจุงกิ กล่าว “แต่ตอนที่เราถ่ายทำกัน ความกังวลเหล่านั้นมันก็หายไปครับ ผมเชื่อมั่นในสคริปต์ของผู้กำกับ โจซองฮี ดังนั้นผมเลยพยายามหาวิธีแก้ปัญหาในเรื่องนั้น แล้วก็หันมาโฟกัสกับสคริปต์ให้มากขึ้นแทน”

นอกจากนี้ ซงจุงกิ ยังพูดถึงการที่ได้มาร่วมงานกับเพื่อน ๆ นักแสดงในหนังเรื่องนี้อีกว่า “มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้มาร่วมงานกับ ยูแฮจิน, จินซอนกยู และ คิมแทรี แต่มันไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นครั้งแรกเลยครับ มันรู้สึกเหมือนกับว่าตั้งแต่การประชุมครั้งแรกของเรา มันทำให้ผมคิดว่านี่มันห่างไกลจากโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ผมเคยทำมามาก มันเป็นหนึ่งในหนังที่โดยส่วนใหญ่แล้วผมสามารถปฏิบัติกับเพื่อนนักแสดงคนอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องสงวนท่าที ผมเชื่อว่าถ้ามันมีอะไรที่ผมยังบกพร่อง นักแสดงคนอื่น ๆ ก็น่าจะเติบเต็มจุดนั้นได้”    ซงจุงกิ เสริมเกี่ยวกับ ยูแฮจิน อีกว่า “ยูแฮจิน มาที่กองถ่าย แล้วเขาก็แสดงในส่วนของโมชั่นแค๊ปเจอร์ด้วยตัวของเขาเอง ขณะที่เขาก็มาต่อบททั้งหมดกับพวกเราด้วย ต้องขอบคุณเขาจริง ๆ ครับ พวกเราได้สร้างสรรค์ซีนใหม่ ๆ ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมากันเยอะเลย”
ในบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ โจซองฮี เขาบอกว่า ซงจุงกิ เป็นคนที่มั่นคงไม่มีวันเปลี่ยน “ผมพยายามที่จะไม่เปลี่ยนไปอย่างมีสติครับ” ซงจุงกิ กล่าว “งานของผมมันเป็นงานที่ต้องถูกประเมินโดยคนอื่น ๆ แม้ผมจะคิดว่าตัวตนข้างในของผม กับสิ่งที่แสดงออกมามีความแตกต่างกัน แต่มันก็กลายเป็นว่าผมเกิดความสับสนอยู่ข้างใน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมคิดว่าผมไม่เคยเปลี่ยนไป แต่แน่นอนว่าตัวผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่าคนอื่น ๆ จะคิดยังไงกัน”    นอกจาก Space Sweepers แล้ว ซงจุงกิ ก็ยังมีผลงานซีรีส์เรื่อง Vincenzo รอจ่อคิวฉายทาง Netflix ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้อีกด้วย

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บันเทิงแนะนำ

บันเทิงล่าสุด